ง๊ายง่าย!…ให้ภาพและเสียงบนสมาร์ทโฟน iOS ออกจอทีวี ด้วย Airplay

93256

 

คราวที่แล้วเป็นการใช้งานเทคโนโลยี DLNA ในการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน Android กับจอ HDTV มาคราวนี้ถึงตาของอุปกรณ์ iDevice ที่จะใช้เทคโนโลยี Airplay ในการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน iOS กับจอ HDTV เพื่อส่งสัญญาณภาพและเสียงไปแสดงออกบนจอ HDTV หรืออุปกรณ์อื่นๆที่รองรับกันบ้าง วิธีการเป็นอย่างไรนั้นไปดูกันครับ

 

เชื่อมต่อสมาร์ทโฟน iOS กับจอ HDTV ด้วย Airplay

 

ap01จุดสังเกตที่เห็นเป็นข้อแตกต่างชัดเจนระหว่างการเชื่อมต่ออุปกรณ์ในแบบไร้สายผ่านสัญญาณ Wi-Fi ด้วยเทคโนโลยี DLNA ของ Sony กับเทคโนโลยี Airplay ของ Apple ก็คงเป็นการที่ Apple หยิบฉวยเอาเจ้าอุปกรณ์ที่เป็นตัวรับหรือ Terminal Device จากปกติถ้าเป็นอุปกรณ์ที่รองรับเทคโนโลยี DLNA เจ้า Terminal Device นี้ จะถูกบรรจุเอาไว้อยู่ภายในตัวอุปกรณ์เลย เพื่อรับหน้าที่เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต้นทางในแบบไร้สาย แต่สำหรับ Apple ไม่ต้องการทำเช่นนั้น เพราะไม่งั้นแล้วอุปกรณ์รุ่นเก่าๆที่ไม่รองรับเทคโนโลยีอย่างจอ HDTV รุ่นเก่าๆก็จะไม่สามารถใช้งานเทคโนโลยีนี้ได้ ทำให้กลายเป็นปัญหาสำหรับผู้ที่ต้องการใช้งานเทคโนโลยีนี้ที่จำเป็นจะต้องซื้ออุปกรณ์หรือจอ HDTV รุ่นใหม่ๆเพียงเพื่อให้สามารถเชื่อมต่อกันในแบบไร้สายได้

 

ดังนั้น Apple จึงเลือกที่จะทำออกมาเป็นอุปกรณ์ที่เรียกว่า Apple TV ซึ่งผู้ที่จะใช้เทคโนโลยี Airplay ของ Apple นี้ได้ นอกจากอุปกรณ์ต้นทางหรือสมาร์ทโฟนที่ใช้จะต้องรองรับกับเทคโนโลยีดังกล่าวนี้ ซึ่งจะมีอยู่ใน iPhone 4 ขึ้นไป, iPad หรือ iPad mini ทุกรุ่น และ iPod touch รุ่นที่ 4 ขึ้นไปแล้ว ยังจะต้องมีอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เป็นตัวรับหรือ Terminal Device อย่าง Apple TV สำหรับไว้ใช้รับข้อมูลหรือคอนเทนต์ต่างๆอย่าง ภาพถ่าย, วิดีโอ และเพลง รวมถึงข้อมูลหน้าจอในการทำ Screen Mirroring ด้วย หรือถ้าต้องการฟังเพลงผ่านลำโพงไร้สาย ก็จะต้องมีอุปกรณ์ที่เรียกว่า AirPort Express เชื่อมต่ออยู่กับลำโพงด้วย

 

ap02

 

21816_Screen-shot-2011-04-11-at-3.05.25-PM

 

easy (1)ทีนี้ถ้ามีอุปกรณ์ต่างๆครบแล้วก็ให้เชื่อมต่อ Apple TV เข้ากับจอ HDTV ด้วยสาย HDMI แล้วเสียบปลั๊กเพื่อจ่ายไฟให้กับตัว Apple TV จากนั้นเข้าไปตั้งค่าเพื่อเชื่อมต่อ Apple TV รวมถึงเชื่อมต่อ iPhone เข้ากับเครือข่ายไร้สายหรือ Wi-Fi โดย Apple TV จะมีพอร์ต Ethernet มาให้ด้วย ซึ่งเราสามารถเลือกได้ว่าจะเชื่อมต่อกับเครือข่ายในแบบไร้สายผ่าน Wi-Fi หรือใช้สาย LAN ก็ได้ แต่มีข้อแม้ว่าทั้ง iPhone และ Apple TV จะต้องเชื่อมต่ออยู่ภายใต้เครือข่ายเดียวกันถึงจะมองเห็นกันและใช้งาน Airplay ได้ เมื่อพร้อมแล้วเราก็เพียงแค่แตะที่ Airplay บน iPhone แล้วเลือกชื่อ Apple TV เพียงเท่านี้คุณก็จะสามารถแชร์ข้อมูลหรือคอนเทนต์ต่างๆอย่าง ภาพถ่าย, วิดีโอ และเพลง ไปแสดงออกบนหน้าจอ HDTV ได้

 

aptv01

 

Airplay

 

21-7-2558 11-50-00

 

และก็เหมือนกับเทคโนโลยี DLNA ที่ว่า ถ้าเป็นการแชร์ในแบบปกติที่ไม่ใช่การทำ Screen Mirroring ก็จะเป็นการทยอยส่งไฟล์ข้อมูลทั้งภาพและเสียงผ่าน Wi-Fi ไปเรนเดอร์ที่ตัวซีพียูของ Apple TV ก่อนที่จะส่งข้อมูลผ่านสาย HDMI ไปออกยังจอ HDTV ที่เชื่อมต่ออยู่ ซึ่งในกรณีนี้ผลลัพธ์ที่ได้ภาพบนหน้าจอมักจะดูลื่นไหลและไม่มีอาการกระตุก เว้นเสียแต่ว่าถ้าไฟล์วิดีโอนั้นเป็นภาพความละเอียดสูงแล้วต้องถูกส่งผ่าน Wi-Fi บนมาตรฐานเก่าๆอย่าง IEEE 802.11g ที่มีความเร็วหรือช่องทางในการรับส่งข้อมูลที่แคบ ภาพที่ได้ก็อาจจะกระตุกอยู่บ้าง

 

IMG_8723

 

แต่ถ้าเป็นการแชร์ในแบบ Screen Mirroring ปัญหาที่เกิดก็คงไม่แตกต่างจาก DLNA มากนัก เพราะภาพก็จะถูกเรนเดอร์ที่ต้นทางหรือชิปประมวลผลบน iPhone ก่อน แล้วจึงค่อยทยอยส่งข้อมูลภาพและเสียงที่เหมือนกับที่แสดงให้เห็นอยู่บนหน้าจอ iPhone ผ่านสัญญาณ Wi-Fi ไปที่ตัวรับหรือ Apple TV ก่อนที่ข้อมูลจะถูกส่งต่อผ่านสาย HDMI ไปยังหน้าจอ HDTV อีกที ดังนั้นภาพที่ได้จึงมักจะออกอาการหน่วงๆเหมือนกับการทำ Screen Mirroring บนเทคโนโลยี DLNA เช่นกัน

 

ปุจฉา…วิสัชนา ถามตอบปัญหาคาใจ!

 

ปุจฉา : แล้วถ้าเป็นการส่งสัญญาณภาพและเสียงด้วยเทคโนโลยี DLNA ในแบบไร้สาย โดยที่อุปกรณ์ต้นทางไม่ใช่สมาร์ทโฟนล่ะ จะใช้เป็นคอมพิวเตอร์ PC หรือ Notebook ได้มั๊ย?

 

airplay-mirroring-apple-tv

 

วิสัชนา : ได้ เพียงแต่ PC หรือ Notebook ที่ใช้จะต้องรองรับกับเทคโนโลยี DLNA และสามารถเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายเดียวกันกับจอ HDTV ในแบบไร้สายได้ด้วย จึงจะสามารถแชร์คอนเทนต์ต่างๆจาก PC หรือ Notebook ไปออกยังจอ HDTV ในแบบไร้สายได้

 

ปุจฉา : แล้วถ้าเราไม่มีจอ HDTV ที่รองรับเทคโนโลยี DLNA หรือไม่มี Apple TV ล่ะ แต่อยากให้จอ HDTV ที่เราใช้อยู่ มีคุณสมบัติคล้ายกับ SmartTV หรือ Android TV คือ ดูหนัง ฟังเพลงออนไลน์ได้ เปิดวิดีโอบน Youtube และคลิปวิดีโอ หรือภาพที่อยู่ในสมาร์ทโฟนของเรา รวมถึงภาพที่อยู่บนหน้าจอไปออกยังจอ HDTV ที่เราใช้อยู่ได้ มันทำได้มั๊ย แล้วต้องทำยังไงอ่ะ?

 

aptv01

 

วิสัชนา : อันนี้คุณก็ต้องหาอุปกรณ์จำพวกที่เป็น Dongle ต่างๆ ซึ่งจะมีหน้าตาคล้ายกับแฟลชไดรว์และมีวางขายอยู่มากมายหลายยี่ห้อในท้องตลาด แต่จะดีหรือไม่ดีแค่ไหนก็คงต้องหา Feedback จากผู้ใช้งานกันตามเว็บดูเอานะครับ ในที่นี้ขอยกตัวอย่างมาแค่ Chromecast ของ Google และ Miracast ของ Microsoft ซึ่งถ้าเป็น Chromecast จะรองรับระบบปฏิบัติการทั้ง Android, iOS, Mac OS และ Windows ส่วน Miracast ของ Microsoft จะรองรับทั้ง Android, iOS และ Windows Phone

 

Google-chromecast-27

 

Google-chromecast-26

 

เวลาจะนำมาใช้งานก็เพียงแค่เสียบเข้ากับพอร์ต HDMI ของจอ HDTV แล้วเสียบ Adapter เพื่อจ่ายไฟ จากนั้นติดตั้งแอพของตัว Dongle ที่ใช้ลงบนอุปกรณ์สมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์ เช่น ถ้าใช้ Chromecast ก็ให้โหลดแอพที่ชื่อว่า Chromecast จาก Apple Store มาติดตั้ง เพื่อให้สามารถเข้าไปตั้งค่าให้กับตัว Dongle ได้ จากนั้นเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์เข้ากับตัว Dongle ผ่านสัญญาณ Wi-Fi แล้วเปิดแอพ Chromecast เข้าไปตั้งค่าให้ตัว Dongle เชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายหลักหรือเครือข่ายที่จะใช้ร่วมกันกับสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์ เสร็จแล้วตัว Dongle จะรีสตาร์ทและเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายหลักพร้อมกับอัพเดทระบบ (รอสักครู่) ซึ่งในระหว่างนี้ให้เราเปลี่ยนการเชื่อมต่อ Wi-Fi ของสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์ให้ไปเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายหลักหรือเครือข่ายเดียวกันกับที่ตัว Dongle เชื่อมต่ออยู่

 

Chormecast-setup-3

 

21-7-2558 12-51-47

 

เวลาจะใช้งาน Chromecast อย่างเช่น เปิดวิดีโอบน Youtube คุณก็เพียงเปิดแอพ Youtube ขึ้นมา แล้วแตะปุ่ม Cast เพื่อเปิด แล้วเลือกเปิดไฟล์วิดีโอบน Youtube ได้ตามต้องการ ซึ่งภาพและเสียงจะไปปรากฏบนหน้าจอ HDTV ทันที หรือถ้าอยากจะเปิดดูภาพหรือคลิปวิดีโอที่อยู่ในเครื่อง หรือแม้แต่ดูหนัง ฟังเพลงออนไลน์ เล่นเกมส์ และอื่นๆ คุณก็เพียงแค่โหลดแอพที่สนับสนุน Chromecast มาใช้งาน หรือจะทำ Screen Mirroring เพื่อแชร์หน้าจอของสมาร์ทโฟนที่ใช้อยู่ไปออกยังจอ HDTV ก็ได้เช่นกัน

 

wifi_80211ac

บทความในครั้งต่อไป ผมจะพาคุณไปทำความรู้จักกับ Wi-Fi บนมาตรฐานใหม่ล่าสุดอย่าง 802.11ac ที่คาดว่าน่าจะได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆภายในปีนี้ ไปดูกันสิว่ามันดีกว่ามาตรฐานเดิมๆอย่าง g และ n ยังไง ไอ้ที่ว่ากันว่าเร็วกว่าหน่ะ เร็วกว่ากันซักแค่ไหน ผมจะมาอธิบายอย่างละเอียดให้ได้ทราบกัน อย่าพลาดเชียวนะครับ พลาดแล้วจะใสเจีย…เสียใจเด้อ! ซิ..บอก..ไห่ ^ ^

 

ฝากถึงคุณผู้อ่านที่น่ารักทุกคนนะครับว่า “ซารังแฮ“ (ภาษา เกาหลี แปลว่า ฉันรักเธอ) วิ๊ววว..ว.วว.ๆ แล้วพบกันคร๊าบบบ.บ

 

บทความเดิมก่อนหน้านี้

 

ง๊ายง่าย!…ให้ภาพและเสียงบนสมาร์ทโฟนออกจอทีวี

เชื่อมต่อไร้สาย เทคโนโลยีง่ายๆ!…บนมือถือคุณ

ง๊ายง่าย!…ให้ภาพและเสียงบนสมาร์ทโฟน Android ออกจอทีวี ด้วย DLNA

 

บทความหลังจากนี้

 

802.11AC มาตรฐานใหม่บนเครือข่ายไร้สายที่เร็วกว่า!

802.11AC มาตรฐานใหม่บนเครือข่ายไร้สายที่เร็วกว่า! (ตอน…เทคโนโลยี MIMO)

802.11AC มาตรฐานใหม่บนเครือข่ายไร้สายที่เร็วกว่า! (ตอน…การเพิ่มความเร็ว และการมอดูเลตสัญญาณ)

802.11AX มาตรฐานบนเครือข่ายไร้สายแห่งอนาคต

 

802.11ac มาตรฐานใหม่บนเครือข่ายไร้สายที่เร็วกว่า!
ง๊ายง่าย!…ให้ภาพและเสียงบนสมาร์ทโฟน Android ออกจอทีวี ด้วย DLNA

Comments

comments

NO COMMENTS

LEAVE A REPLY