Galaxy Gear 2 : On-hand review

อะไรนะ hands-on review หรือ? ไม่ใช่ครับ ผมเขียนว่า on-hand review จริงๆ เพราะก่อนที่ Samsung Galaxy Gear 2 จะออกวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 11 เมษายนนี้ ทาง Samsung ก็ได้เปิดโอกาสให้บรรดาบล็อกเกอร์ทั้งหลายได้จับได้ลองเล่นเจเนอเรชั่นที่ 2 ของนาฬิกาไฮเทค Galaxy Gear กันไปหลายรอบ ซึ่งทาง Oops!mobile ก็ได้มีโอกาสไปลองจับกะเค้าด้วย

 

on-hand (ยังไม่ใช่ Hands-on) review
on-hand (ยังไม่ใช่ Hands-on) review

 

Gear 2 นี้นับว่าเป็นพัฒนาการที่รวดเร็วมาก เพราะเปิดตัวหลัง Gear รุ่นแรกแค่ 8-9 เดือนเท่านั้น ทั้งนี้อาจมองว่า Gear รุ่นแรกเป็นการทำออกมาเพื่อทดลองตลาดและหา feedback จากการใช้งานจริง ซึ่งหลังจากนั้นวิศวกรของ Samsung ก็ไปเร่งทำการบ้านอย่างหนัก จนได้ออกมาเป็น Gear 2 ในเวลาไม่ถึงปี ซึ่งนับว่าเร็วมากทีเดียวสำหรับฮาร์ดแวร์ที่ต้องมีการออกแบบชิ้นส่วนและตระเตรียมการผลิตล่วงหน้ากันนานพอสมควร ไม่ใช่แค่เขียนซอฟต์แวร์แล้วแก้กันจนนาทีสุดท้ายได้แบบแอพพลิเคชั่น หรือแม้แต่ระบบปฏิบัติการทั้งหลายก็ตามเหอะ 🙂

 

ในภาพรวมดูเผินๆ เหมือน Gear 2 จะไม่มีอะไรใหม่ แต่ในความเป็นจริงแล้วก็คงจะไปในแนวเดียวกับ Galaxy S5 สมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงของค่าย ที่ดูหน้าตาและสเป็คแล้วก็พูดกันไปว่าไม่มีอะไรใหม่น่าตื่นเต้น แต่ความจริงข่าวดีก็คือการที่มันไม่ได้มีอะไรใหม่หวือหวาพิสดารนี่แหละ ที่ทำให้ทั้งวิศวกรและนักพัฒนาซอฟต์แวร์มีเวลาหายใจ ปรับแต่งการทำงานของระบบโดยรวมให้เสถียรขึ้นอย่างจริงจังเสียที แทนที่จะเอาเวลาไปวิ่งไล่ตามใส่คุณสมบัติใหม่ๆ อยู่เรื่อยจนไม่มีเวลา fine tune ให้มันดีสักที

 

 

อย่างที่บอกว่าดูภายนอกแล้ว Gear 2 ทำงานได้คล้ายๆ Gear รุ่นแรกมาก ที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดคือ

• กล้องที่ฝังในตัวเรือนอย่างแนบเนียนขึ้น ไม่ปูดโปนกระโตกกระตากให้เห็นชัดเจนบนสายคาดแบบรุ่นเดิม
• เพิ่มปุ่มกดเปิดหน้าจอ ที่เห็นชัด กดสะดวก แทนที่จะต้องใช้การแตะจอหรือขยับแขนขึ้นมาในท่าดูนาฬิกา (ซึ่งไม่ชัวร์ว่าจอจะติดทุกครั้ง) บางทีก็เสียฟอร์มไปสะงั้นเวลาสะบัดข้อมือแล้วหน้าจอมันไม่ติดขึ้นมา
• ย้ายไมโครโฟนจากสายมาที่ตัวเรือนนาฬิกาเลย
• เพิ่มเซ็นเซอร์วัดการเต้นของชีพจรที่ฝังอยู่ด้านล่างของตัวเรือน ซึ่งใช้แสงส่องที่ผิวหนังแล้ววัดการสะท้อนแบบเดียวกัน แต่ต้องคาดข้อมือให้แนบแน่นถึงจะทำงานได้ ไม่ใช่แค่เอานิ้วทาบอย่างบนสมาร์ทโฟน Galaxy S5
• เพิ่มเซ็นเซอร์วัดก้าวการวิ่ง (Pedometer) เข้ามา

 

 Gear2_2

คุณสมบัติใหม่เท่าที่เห็นในเวลาอันสั้นเท่าที่ได้ลองเล่นดูก็มีประมาณนี้ เพราะอย่างที่บอกแล้วว่าเป็น on-hand review คือรีวิวจากการที่ได้เอามาลองคาดบนข้อมือแล้วก็เล่นดูพักใหญ่ๆ (ยังไม่มีโอกาสทดสอบไล่ทีละฟังก์ชั่นการทำงานอย่างจริงจังในแบบ hands-on เพราะเวลาจำกัด) แต่ที่สังเกตได้อีกอย่างก็คือแต่ละเมนู แต่ละการทำงานที่หน้าตาเหมือนเดิมนั้น รู้สึกว่าจะ smooth ขึ้น หรืออาจเป็นเพราะซอฟต์แวร์ข้างในไม่ใช่ระบบปฏิบัติการ Android แล้ว แต่กลายเป็น Tizen ที่พัฒนาบนพื้นฐานของ Unix/Linux เหมือนกัน แต่ Tizen จะเน้นสำหรับอุปกรณ์ embedded คือคอมพิวเตอร์ที่ฝังในอุปกรณ์ต่างๆ ที่ต้องการการตอบสนองที่สม่ำเสมอ ลื่นไหล และประหยัดพลังงาน มากกว่า Android ที่ทำมาสำหรับสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตที่เน้นให้มีความสามารถหลากหลาย (และนี่ก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ Gear 2 สามารถใช้ได้ถึง 2-3 วันต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง แทนที่จะต้องชาร์จกันแทบจะวันต่อวันอย่างรุ่นเดิม) แต่การที่มีโครงสร้างในแบบของ Unix เหมือนกันก็น่าจะทำให้ผู้พัฒนาสามารถโอนย้ายแอพต่างๆ มาใช้บนระบบ Tizen นี้ได้ในเวลาไม่นานนัก

 

สรุปแล้วถ้าใครคิดว่าเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณ จะถอยมาลองเล่นดูในราคา 8,900 บาท เท่ากับรุ่นเดิม ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจทีเดียว เพราะนี่คือ Gear รุ่นที่ปรับปรุงให้ดีขึ้นแล้ว ส่วนคนที่ยังรู้สึกไม่โดน เช่นไม่เน้นฟังก์ชั่นถ่ายรูป/วิดีโอ หรือไม่สนใจใช้เป็นหูฟังบลูทูธ Gear 2 ก็อาจยังไม่ใช่คำตอบที่เหมาะกับคุณในขณะนี้

 

สำหรับคนที่เน้นฟังก์ชั่นสุขภาพ Samsung ยังมีอีกตัวเลือกคือ Gear Fit เป็นกำไลไฮเทคที่เล็ก เบา และเรียวกว่า Gear 2 เน้นวัดการทำงานของร่างกายและการออกกำลังโดยเฉพาะ ซึ่งราคาก็ย่อมเยากว่าด้วย ซึ่งอาจเป็นคู่แข่งที่สำคัญของกำไลไฮเทคอย่าง Jawbone Up หรือ Nike+ Fuel band ก็เป็นได้ ซึ่งถ้ามีโอกาสลองเล่นก็จะได้เก็บมาเล่าสู่กันฟังในโอกาสต่อๆ ไปครับ

VIRB Elite แอคชั่น คาเมร่า จัดเต็มสำหรับสาวกนักปั่น และกีฬาเอาท์ดอร์
Jabra เปิดตัวหูฟังไร้สาย Rox Wireless สุดยอดนวัตกรรมเปิดปิดบลูทูธด้วยแถบแม่เหล็ก

Comments

comments

NO COMMENTS

LEAVE A REPLY